วันจันทร์, 30 พฤศจิกายน 2563

ข้อมูลสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (อังกฤษ: Manchester United Football Club)

สโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เป็นสโมสรฟุตบอลที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ มีที่ตั้งอยู่ที่โอลด์แทรฟฟอร์ดในเมืองแมนเชสเตอร์ ปัจจุบันเล่นอยู่ในพรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดในระบบลีกฟุตบอลอังกฤษ สโมสรก่อตั้งในชื่อ สโมสรฟุตบอลนิวตันฮีตแอลวายอาร์ เมื่อปี ค.ศ. 1878 จากนั้นเปลี่ยนชื่อมาเป็น แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เมื่อปี ค.ศ. 1902 และย้ายไปเล่นในสนามปัจจุบันคือโอลด์แทรฟฟอร์ด เมื่อปี ค.ศ. 1910

ข้อมูลสโมสรแมนยู

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในหลายสโมสรในอังกฤษ โดยเป็นแชมป์ลีก 20 สมัย เอฟเอคัพ 12 สมัย ลีกคัพ 5 สมัย และ เอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ 21 สมัย อีกทั้งพวกเขายังได้ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 3 สมัย ยูฟ่ายูโรปาลีก 1 สมัย ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ 1 สมัย ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 1 สมัย ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปและอเมริกาใต้ 1 สมัย และฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก 1 สมัย ในฤดูกาล 1998–99 สโมสรกลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลอังกฤษที่คว้าแชมป์เทรเบิล[4] โดยการคว้าแชมป์ยูฟ่ายูโรปาลีกในฤดูกาล 2016–17 พวกเขากลายเป็นหนึ่งในหน้าสโมสรที่คว้าแชมป์ทั้งสามรายการการแข่งขันของยูฟ่า

ภัยพิบัติทางอากาศมิวนิกเมื่อปี ค.ศ. 1958 ได้คร่าชีวิตผู้เล่นแปดคน ในปี ค.ศ. 1968 ภายใต้การจัดการทีมของแมตต์ บัสบี แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรฟุตบอลทีมแรกของอังกฤษที่ได้แชมป์ยูโรเปียนคัพ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พาทีมคว้าแชมป์ 38 ถ้วยตลอดการเป็นผู้จัดการทีม ไม่ว่าจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก 13 สมัย เอฟเอคัพ 5 สมัย และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2 สมัยในระหว่างปี ค.ศ. 1986 และ ค.ศ. 2013 จากนั้นเขาได้ประกาศเกษียณตัวเองไป

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดคือสโมสรที่มีรายได้สูงที่สุดในโลกสำหรับฤดูกาล 2016–17 ด้วยรายได้ต่อปีเป็นจำนวน 676.3 ล้านปอนด์[8] และเป็นสโมสรที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในปี ค.ศ. 2018 เป็นมูลค่า 3.1 พันล้านปอนด์[9] ณ เดือนมิถุนายน ค.ศ. 2015 สโมสรมีมูลค่าแบรนด์ฟุตบอลที่สูงที่สุดในโลก คาดว่ามีมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากเกิดการลอยตัวในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนในปี ค.ศ. 1991 สโมสรถูกซื้อโดยมัลคอม เกลเซอร์ ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2005 ในข้อตกลงมูลเกือบ 800 ล้านปอนด์ หลังจากนั้นบริษัทกลับมาเป็นบริษัทเอกชน ก่อนจะกลายมาเป็นบริษัทมหาชนอีกครั้งในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2012 เมื่อพวกเขาได้ทำการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรฟุตบอลที่มีผู้สนับสนุนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีทีมคู่แข่งคือลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ซิตี, อาร์เซนอล และลีดส์ยูไนเต็ด

ประวัติของสโมสร

ช่วงปีแรก (1878–1945)

แผนภูมิแสดงความก้าวหน้าของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในระบบลีกฟุตบอลอังกฤษ ตั้งแต่เป็นนิวตันฮีตในฤดูกาล1892–93 จนถึงปัจจุบัน
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเดิมใช้ชื่อว่า สโมสรฟุตบอลนิวตันฮีตแอลวายอาร์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1878 โดยพนักงานแผนกขนส่งและเกวียนของสถานีรถไฟแลงคาเชียร์และยอร์กเชียร์ ที่สถานีในนิวตันฮีต[14] เป็นการตั้งทีมขึ้นเพื่อเล่นกับแผนกอื่น ๆ และ บริษัทการรถไฟ แต่เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1880 พวกเขาแข่งขันกันในนัดแรกที่มีการบันทึกไว้ โดยใส่เสื้อสีประจำบริษัท – เขียนและทอง – พวกเขาบุกพ่ายทีมสำรองของโบลตันวอนเดอเรอส์ ด้วยคะแนน 6–0[15] โดยปี ค.ศ. 1888 สโมสรได้กลายเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งของเดอะคอมบิเนชัน ลีกฟุตบอลระดับภูมิภาค หลังจากการสลายตัวของลีกเพียงฤดูกาลเดียวนิวตันฮีทเข้าร่วมการจัดตั้ง ฟุตบอลอัลไลแอนซ์ ซึ่งดำเนินมาสามฤดูกาลก่อนที่จะถูกรวมเข้ากับฟุตบอลลีก ส่งผลให้สโมสรเริ่มฤดูกาล 1892–93 ในเฟิสต์ดิวิชัน ตามมาด้วยการแยกตัวเป็นอิสระจากบริษัทการรถไฟและนำชื่อ “แอลวายอาร์” ออก[14] หลังผ่านไปสองฤดูกาล สโมสรตกชั้นสู่เซคันด์ดิวิชัน

ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในฤดูกาล 1905–06 ซึ่งพวกเขาจบอันดับด้วยตำแหน่งรองชนะเลิศในเซคันด์ดิวิชัน
ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1902 สโมสรติดหนี้เป็นจำนวน 2,670 ปอนด์ หรือเท่ากับ 280,000 ปอนด์ในปี ค.ศ. 2019 จนมีคำสั่งให้เลิกกิจการ กัปตันทีม แฮร์รี สแตฟเฟิร์ด จึงไปพบกับนักธุรกิจสี่คน รวมถึงจอห์น เฮนรี เดวีส์ (ซึ่งต่อมากลายเป็นประธานสโมสร) แต่ละคนยินดีที่จะลงทุน 500 ปอนด์เพื่อแลกกับผลประโยชน์โดยตรงในการบริหารสโมสร พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อสโมสรในภายหลัง ทำให้เมื่อวันที่ 24 เมษายน ค.ศ. 1920 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดถือกำเนิดขึ้นมาอย่างเป็นทางการ ภายใต้การเป็นผู้จัดการทีมในปี ค.ศ. 1903 ของเออร์เนสต์ มังแนล ทีมจบอันดับด้วยตำแหน่งรองชนะเลิศในเซคันด์ดิวิชันได้ในปี ค.ศ. 1906 และได้เลื่อนชั้นสู่เฟิสต์ดิวิชัน ซึ่งพวกเขาชนะเลิศและได้แชมป์ลีกสมัยแรกของสโมสรในปี ค.ศ. 1908 และเริ่มต้นฤดูกาลต่อมาด้วยแชมป์แชริตีชีลด์สมัยแรกของสโมสร และจบฤดูกาลด้วยการเป็นแชมป์เอฟเอคัพสมัยแรกของสโมสรเช่นเดียวกัน ต่อมาแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้แชมป์เฟิสต์ดิวิชันสมัยที่สองได้ในปี ค.ศ. 1991 แต่เมื่อฤดูกาลต่อมาได้สิ้นสุดลง มังแนลออกจากสโมสร และเข้าร่วมแมนเชสเตอร์ซิตีแทน

ในปี ค.ศ. 1993 สามปีหลังการเริ่มต้นใหม่ของฟุตบอลหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจบลง สโมสรตกชั้นสู่เซคันด์ดิวิชัน และได้เลื่อนชั้นอีกทีในปี ค.ศ. 1925 จากนั้นตกชั้นอีกครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1931 สโมสรจึงกลายเป็นโยโย่คลับ และจบด้วยอันดับที่ 20 ในเซคันด์ดิวิชันปี ค.ศ. 1934 ซึ่งเป็นอันดับที่ต่ำสุดในตลอดกาล หลังจากการเสียชีวิตของจอห์น เฮนรี เดวีส์ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1927 สถานะการเงินของสโมสรแย่ลงจนดูเหมือนแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดอาจล้มละลายหากไม่ได้ เจมส์ ดับเบิลยู. กิบสัน ลงทุน 2,000 ปอนด์และเข้าควบคุมกิจการสโมสรในเดือน ธันวาคม ค.ศ. 1931 ในฤดูกาล 1938–39 ปีสุดท้ายของฟุตบอลก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง สโมสรจบอันดับที่ 14 ในเฟิสต์ดิวิชัน

ปีของบัสบี (1945-1969)

เดอะบัสบีเบปส์ในเดนมาร์กปี ค.ศ. 1955 ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1945 การกลับมาแข่งฟุตบอลอีกครั้งกำลังจะเกิดขึ้นจนนำไปสู่การแต่งตั้งแมตต์ บัสบี เป็นผู้จัดการทีม ผู้ปฏิวัติสโมสรครั้งใหญ่ทั้งการเลือกตัว ซื้อขายนักเตะ และการฝึกซ้อม บัสบีนำทีมจบอันดับสองในลีก ปี ค.ศ. 1947, 1948 และ 1949 และชนะเลิศเอฟเอคัพในปี ค.ศ. 1948 ปี ค.ศ. 1952 สโมสรชนะเลิศในเฟิสต์ลีกดิวิชันได้ครั้งแรกในรอบ 41 ปี ด้วยนักเตะอายุเฉลี่ยแค่ 22 ปี และสามารถครองแชมป์ได้ติดต่อกันในปี ค.ศ. 1956 และ 1957 สื่อมวลชนได้ขนานนามทีมว่า “เดอะบัสบีเบปส์”[24] ในปี ค.ศ. 1957 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรแรกของอังกฤษที่สามารถคว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพได้ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้าปีนั้นเชลซี มีโอกาสก่อนจากการเข้าชิงเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งพวกเขาพ่ายให้กับเรอัลมาดริด ทีมที่สามารถเอาชนะอันเดอร์เลคต์ แชมป์ลีกของเบลเยียมได้ด้วยคะแนน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในการชนะคู่แข่งของสโมสร

แผ่นหินสลักเพื่อเป็นเกียรติให้กับนักเตะที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินตกที่มิวนิก
ฤดูกาลถัดมา ระหว่างการเดินทางกลับจากการแข่งขันรายการยูโรเปียนคัพที่เอาชนะเรดสตาร์ เบลเกรด เครื่องบินโดยสารที่มีนักเตะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด หน้าที่ และนักข่าว ได้เกิดอุบัติเหตุระหว่างแวะเติมเชื้อเพลิงที่มิวนิก ประเทศเยอรมนี จนเกิดภัยพิบัติทางอากาศมิวนิก เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1958 ได้คร่าชีวิตผู้โดยสารทั้งหมด 23 คน โดยมีนักเตะของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดแปดคน ได้แก่ เจฟฟ์ เบนต์, โรเจอร์ ไบร์น, เอ็ดดี โคลแมน, ดังคัน เอดเวิดส์, มาร์ก โจนส์, เดวิด เพ็กก์, ทอมมี เทย์เลอร์ และ บิลลี วีลัน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (ค.ศ. 1963) ช่วงระยะเวลาที่บัสบีกำลังรักษาตัวอยู่ จิมมี เมอร์ฟี ผู้ช่วยผู้จัดการทีม รับหน้าที่คุมทีมแทนชั่วคราว และสามารถพาทีมเข้าสู่เอฟเอคัพรอบชิงชนะเลิศ แม้พวกเขาต้องพ่ายให้กับโบลตันวอนเดอเรอส์ ในช่วงเหตุการณ์ร้ายแรงนี้เอง ทางยูฟ่าได้เชิญให้สโมสรเข้าร่วมการแข่งขันยูโรเปียนคัพ ฤดูกาล 1958–59 พร้อมกับวุลเวอร์แฮมป์ตันวอนเดอเรอส์ แชมป์ลีกสูงสุดในเวลานั้น แม้ว่าทางเอฟเอ จะไม่เห็นด้วยในการเข้าแข่งขันในครั้งนี้เพราะไม่ผ่านเงื่อนไขในการเข้าแข่งขัน บัสบี้สร้างทีมขึ้นมาใหม่ในปี ค.ศ. 1960 โดยการซื้อผู้เล่นอย่าง เดนิส ลอว์ และแพต เครแรนด์ รวมทั้งผู้เล่นดาวรุ่งอย่าง จอร์จ เบสต์ จนสามารถพาคว้าแชมป์เอฟเอคัพ ได้ในปี ค.ศ. 1963 ฤดูกาลถัดมาพวกเขาจบอันดับที่สองในลีก จากนั้นชนะเลิศในลีกปี ค.ศ. 1965 และ ค.ศ. 1967 โดยในปี ค.ศ. 1968 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกลายเป็นสโมสรอังกฤษทีมแรก (และทีมที่สองของบริติช) ที่คว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพหลังจากเอาชนะไบฟีกา ด้วยคะแนน 4–1 ในนัดชิงชนะเลิศ[31] สามนักเตะของทีมยังได้รับเลือกให้เป็นผู้เล่นแห่งปีของยุโรป อันประกอบด้วย บ็อบบี ชาร์ลตัน, เดนิส ลอว์ และ จอร์จ เบสต์ พวกเขาได้เป็นตัวแทนสโมสรจากยุโรปในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปและอเมริกาใต้ 1968พบกับเอสตูเดียนเตส แต่ต้องพ่ายเลกแรกในบัวโนสไอเรส ก่อนที่จะเอาเสมอด้วยคะแนน 1–1 ที่โอล์ดแทรฟฟอร์ดได้ในสามสัปดาห์ต่อมา บัสบีลาออกจากผู้จัดการทีมในปี ค.ศ. 1969 และถูกแทนที่โดยผู้ฝึกสอนทีมสำรอง วิล์ฟ์ แมคควินเนสส์ ซึ่งเขายังเป็นอดีตนักเตะของสโมสรด้วย

ปี 1969–1986

ไบรอัน ร็อบสัน ผู้เป็นกัปตันทีมของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 12 ปี มากกว่าผู้เล่นคนไหน ๆ
หลังจากจบอันดับที่แปดในฤดูกาล 1969–70 และออกสตาร์ทได้ย่ำแย่ในฤดูกาล 1970–71 บัสบีถูกดึงตัวกลับมารับงานคุมทีมอีกครั้ง และแม็กกินเนสส์ก็กลับไปคุมทีมสำรองอีกครั้ง ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1971 แฟรงก์ โอแฟร์เรลล์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีม แต่อยู่ได้เพียง 18 เดือน ก็ถูกแทนที่โดยทอมมี ดอเชอร์ตี ในเดือนธันวาคม ค.ศ.1972 ดอเชอร์ตีช่วยให้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดรอดพ้นจากการตกชั้นได้ในฤดูกาลนั้น ซึ่งมีเพียงแค่ปี ค.ศ. 1974 เท่านั้นที่ทีมตกชั้นไป โดยสามประสานก็ได้ย้ายออกจากทีมไปทั้งเบสต์, ลอว์ และชาร์ลตัน ภายในปีเดียวพวกเขาก็ได้เลื่อนชั้นกลับมาสู่ลีกสูงสุดอีกครั้ง รวมถึงยังสามารถเข้ารอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพในปี ค.ศ. 1976 แต่ก็พ่ายกับเซาแทมป์ตัน พวกเขายังได้เข้าชิงอีกครั้งในปี ค.ศ. 1997 และคว้าแชมป์ได้ด้วยการเอาชนะ ลิเวอร์พูล ด้วยคะแนน 2–1 หลังจากนั้นไม่นานดอเชอร์ตีถูกไล่ออกจากตำแหน่ง หลังมีการเปิดเผยข่าวเชิงชู้สาวกับภรรยาของนักกายภาพสโมสร

เดฟ เซ็กตัน เข้าคุมทีมแทนดอเชอร์ตีในช่วงฤดูร้อนปี ค.ศ.1977 รวมถึงการเซ็นสัญญานักเตะ ได้แก่ โจ จอร์แดน, กอร์ดอน แม็กควีน, แกรี เบลีย์, และ เรย์ วิลกินส์ อย่างไรก็ดีทีมก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จจากการเปลี่ยนแปลงทีมในครั้งนี้ พวกเขาจบอันดับสองในฤดูกาล 1979–80 และพ่ายให้กับอาร์เซนอลในเอฟเอคัพ รอบชิงชนะเลิศ 1979 เซ็กตันถูกไล่ออกในปี ค.ศ. 1981 แม้ว่าการคุมทีมเจ็ดนัดสุดท้ายของฤดูกาล ทีมจะเก็บชัยชนะรวดทุกนัดก็ตาม จากนั้นเขาถูกแทนที่โดยรอน แอตกินสัน ผู้ซึ่งทำลายสถิติการซื้อตัวผู้เล่นในอังกฤษด้วยการเซ็นสัญญากับไบรอัน ร็อบสันจากเวสต์บรอมมิชอัลเบียน ภายใต้การคุมทีมของแอตกินสัน แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลเอฟเอคัพ ได้ติดต่อกันสองปี คือปี ค.ศ. 1983 และ 1985 ในฤดูกาล1985–86 หลังจากชนะ 13 เสมอ 2 ในช่วงออกสตาร์ท 15 เกมแรก ทีมมีหวังใกล้เคียงที่จะชนะเลิศในลีกอีกครั้ง แต่ท้ายสุดต้องจบเพียงอันดับสี่เท่านั้น ฤดูกาลถัดมาสโมสรอยู่ในอันดับที่สุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้นอย่างมาก จนแอตกินสันถูกปลดออกจากตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน

ปีของเฟอร์กูสัน (1986–2013)

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นผู้จัดการทีมในระหว่างปี ค.ศ. 1986 ถึง 2013
อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และผู้ช่วยของเขา อาร์ชี น็อกซ์ จากแอเบอร์ดีน เข้ารับหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมในวันเดียวกันกับที่แอตกินสันถูกเลิกจ้าง และพาสโมสรจบอันดับที่ 11 ในลีก[40] แม้ในฤดูกาล 1987–88 แต่ในฤดูกาลต่อมาสโมสรกลับจบอันดับที่ 11 เหมือนเดิม[41] มีรายงานว่าเขาจะถูกไล่ออก แต่ชัยชนะในการแข่งขันเอฟเอคัพ รอบชิงชนะเลิศ 1990 กับคริสตัลพาเลซ รอบรีเพลย์ (หลังจบด้วยการเสมอ 3–3) ช่วยให้เฟอร์กูสันได้อยู่ต่อ ฤดูกาลต่อมา แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดสามารถคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพเป็นสมัยและ และเข้าแข่งขันในยูฟ่าซูเปอร์คัพ 1991 เอาชนะเรดสตาร์ เบลเกรด แชมป์ยูโรเปียนคัพ ด้วยคะแนน 1–0 ในรอบชิงชนะเลิศที่จัดขึ้นที่โอลด์แทรฟฟอร์ด และได้แชมป์ลีกคัพสมัยที่สองติดต่อกันในปี ค.ศ. 1992 ซึ่งทีมเอาชนะน็อตติงแฮมฟอเรสต์ด้วยคะแนน 1-0 ที่สนามกีฬาเวมบลีย์[38] ในปี ค.ศ. 1993 สโมสรสามารถคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกนับแต่ตั้งปี ค.ศ. 1967 ได้สำเร็จ และในปีต่อมา เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1957 ที่สามารถคว้าแชมป์ได้สองสมัยติดต่อกันรวมไปถึงเอฟเอคัพ ซึ่งนับว่าเป็น “ดับเบิลแชมป์” ครั้งแรกที่สามารถทำได้ในประวัติศาสตร์สโมสร แมนเชสเตอรืยูไนเต็ดเป็นสโมสรแรกที่สามารถทำดับเบิลได้สองครั้งหลังจากที่พวกเขาชนะการแข่งขันทั้งสองรายการในฤดูกาล 1995–96 ก่อนที่จะรักษาตำแหน่งแชมป์อีกครั้งในฤดูกาล 1996–97

ไรอัน กิกส์ นักเตะที่ลงเล่นมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ
ในฤดูกาล 1998–99 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรแรกที่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก, เอฟเอคัพ และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก หรือ “เดอะเทรเบิล” ได้ในฤดูกาลเดียวกัน ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ 1999 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดตามอยู่ 1–0 เมื่อเข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เท็ดดี เชอริงงัม และอูเลอ กึนนาร์ ซูลชาร์ ยิงประตูได้ในท้ายเกม เอาชนะบาเยิร์นมิวนิกได้อย่างปาฏิหาริย์ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในการกลับมาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล[48] อีกทั้งยังได้แชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปและอเมริกาใต้ หลังเอาชนะPalmeirasด้วยคะแนน 1–0 ที่โตเกียว[49] จากนั้นเฟอร์กูสันได้รับยศอัศวินจากการทำคุณประโยชน์ให้กับฟุตบอล

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดชนะในลีกอีกครั้งในฤดูกาล 1999–2000 และฤดูกาล 2000–01 ทีมจบอันดับที่สามในฤดูกาล 2001–02 ก่อนที่จะกลับมาได้แชมป์อีกครั้งในฤดูกาล 2002–03[51] พวกเขาคว้าแชมป์เอฟเอคัพ ฤดูกาล 2003–04 โดยชนะมิลล์วอลล์ ด้วยคะแนน 3–0 ในรอบชิงชนะเลิศที่จัดที่มิลเลนเนียมสเตเดียม ในคาร์ดิฟฟ์ เป็นสมัยที่ 11 ในฤดูกาล2005–06 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไม่สามารถผ่านเข้าสู่รอบแพ้คัดออกในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ กว่าทศวรรษ[53] แต่สามารถกลับมาด้วยการจบอันดับที่สองในลีกและเอาชนะวีแกนแอทเลติก ได้ในฟุตบอลลีกคัพ รอบชิงชนะเลิศ 2006 สโมสรสามารถคว้าแชมป์ได้ในฤดูกาล 2006–07 ก่อนที่จะได้ยูโรเปียนดับเบิล ในฤดูกาล 2007–08 ด้วยการดวลจุดโทษเอาชนะเชลซีด้วยคะแนน 6–5 ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ 2008 ในมอสโกว พร้อมกับแชมป์ลีกอังกฤษสมัยที่ 17 โดยไรอัน กิกส์ ลงเล่นเป็นนัดที่ 759 ให้กับสโมสร ทำลายสถิติสโมสรเดิมที่เคยทำไว้โดยบ็อบบี ชาร์ลตัน[54]ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2008 สโมสรคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก 2008 ตามด้วยฟุตบอลลีกคัพ ฤดูกาล 2008–09 และแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่สามติดต่อกัน ในช่วงฤดูร้อน คริสเตียโน โรนัลโด ถูกขายให้กับเรอัลมาดริดด้วยค่าตัวสถิติโลก 80 ล้านปอนด์ ในปี ค.ศ. 2010 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเอาชนะแอสตันวิลลาในลีพคัพที่เวมบลีย์ด้วยคะแนน 2–1 นับเป็นความสำเร็จครั้งแรกในการป้องกันแชมป์ฟุตบอลถ้วย[58]

หลังจากจบอันดับที่สองรองจากเชลซีในฤดูกาล 2009–10 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดสามารถกลับมาคว้าแชมป์สมัยที่ 19 ได้ในฤดูกาล 2010–11 จากการไปเยือนและเสมอกับแบล็กเบิร์นโรเวอส์ด้วยคะแนน 1–1 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 2011 จากนั้นคว้าแชมป์สมัยที่ 20 ได้ในฤดูกาล 2012–13 จากการเปิดบ้านเอาชนะแอสตันวิลลาด้วยคะแนน 3–0 เมื่อวันที่ 22 เมษายน ค.ศ. 2013

2013–ปัจจุบัน เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 2013 เฟอร์กูสันประกาศว่าเขาจะเกษียณในฐานะผู้จัดการทีมหลังจบฤดูกาล แต่ยังคงเป็นผู้อำนวยการและทูตของสโมสร จากนั้นสโมสรได้ประกาศในวันต่อมาว่า เดวิด มอยส์ ผู้จัดการทีมของเอฟเวอร์ตัน จะรับหน้าที่ต่อจากเขาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ด้วยระยะสัญญาหกปี จากนั้นไรอัน กิกส์ รับหน้าที่เป็นผู้เล่น-ผู้จัดการทีมชั่วคราวใน 10 เดือนต่อมา หลังจากที่มอยส์ถูกไล่ออก เมื่อวันที่ 22 เมษายน ค.ศ. 2014 จากผลงานที่ย่ำแย่โดยสโมสรไม่สามารถป้องกันแชมป์ลีกและไม่สามารถผ่านเข้าสู่ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ฤดูกาล 1995–96 ทั้งยังไม่สามารถผ่านเข้าสู่ยูโรปาลีก นั่นหมายความว่าเป็นครั้งแรกที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไม่ผ่านเข้าร่วมการแข่งขันยุโรปนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 2014 ได้รับการยืนยันว่าลูวี ฟัน คาล จะเข้ารับหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดแทนมอยส์ ด้วยระยะสัญญาสามปี โดยมีกิกส์เป็นผู้ช่วย มัลคอล เกลเซอร์ ผู้เป็นเจ้าของสโมสรได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ. 2014

แม้ว่าฤดูกาลแรกของฟัน คาล จะสามารถพาแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดผ่านเข้าสู่ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกอีกครั้ง และจบอันดับในลีกที่สี่ในลีก แต่ในฤดูกาลที่สองแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดตกรอบในรอบแบ่งกลุ่ม อีกทั้งยังไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ของการคว้าแชมป์ลีกสามฤดูกาลติดต่อกัน โดยจบอันดับที่ห้า อย่างไรก็ตามในฤดูกาลเดียวกัน แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดคว้าแชมป์เอฟเอคัพ เป็นสมัยที่ 12 นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2013 แม้จะมีชัยชนะนี้ แต่ฟัน คาลก็ถูกไล่ออกจากผู้จัดการทีมเพียงสองวันต่อมา โดยโชเซ มูรีนโย เข้ารับตำแหน่งแทนเมื่อวันที่ 27 ด้วยระยะสัญญาสามปี ในฤดูกาลนั้น แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดจบอันดับที่หกพร้อมกับคว้าแชมป์อีเอฟแอลคัพ เป็นสมัยที่ห้า และยูฟ่ายูโรปาลีก เป็นสมัยแรก เช่นเดียวกับเอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ สมัยที่ 21 ในการแข่งขันนัดแรกของมูรีนโย[74] แม้จะไม่สามารถจบในสี่อันดับแรก แต่ยูไนเต็ดยังคงผ่านเข้าสู่แชมเปียนส์ลีกได้ จากการเป็นผู้ชนะยูโรปาลีก เวย์น รูนีย์ ยิงประตูที่ 250 ให้กับยูไนเต็ด ซึ่งเหนือกว่าเซอร์ บ็อบบี ชาร์ลตัน ที่ทำประตูให้กับสโมสรได้สูงสุดตลอดกาล ก่อนที่จะออกจากทีมหลังจบฤดูกาลและย้ายกลับไปยังเอฟเวอร์ตัน มูรีนโยถูกไล่ออกเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ. 2018 โดยขณะนั้นยูไนเต็ดอยู่อันดับที่หก ตามหลังจ่าฝูงอย่างลิเวอร์พูล 19 คะแนน และอยู่นอกพื้นที่แชมป์เปียนส์ลีก 11 คะแนน จากนั้นอูเลอ กึนนาร์ ซูลชาร์ อดีตนักเตะของยูไนเต็ดและผู้จัดการทีมของม็อลเดอ เข้ารับตำแหน่งรักษาการผู้จัดการทีมในวันต่อมา หลังจากชนะ 14 นัดในการแข่งขัน 19 นัด เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ค.ศ. 2019 ซูลชาร์ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีมถาวรด้วยระยะสัญญาสามปี

ตราสัญลักษณ์ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในช่วงปี ค.ศ. 1960
ชุดแต่งกายของนิวตันฮีตเมื่อปี ค.ศ. 1879 สี่ปีก่อนที่สโมสรจะลงแข่งครั้งแรก ได้มีบันทึกว่าเป็น ‘สีขาวและสีน้ำเงิน ภาพถ่ายของทีมนิวตันฮีตที่ถ่ายไว้เมื่อปี ค.ศ. 1892 แสดงให้เห็นว่าผู้เล่นสวมเสื้อแดงและขาว และนิกเกอร์บอกเกอส์สีน้ำเงิน ระหว่างปี ค.ศ. 1894 และ 1896 ผู้เล่นสวมเสื้อยืดสีเขียวและสีทองอันโดดเด่น[79] ซึ่งถูกแทนที่ในปี ค.ศ. 1896 ด้วยเสื้อสีขาว และกางเกงขาสั้นสีกรมท่า

ภายหลังการเปลี่ยนชื่อสโมสรในปี ค.ศ. 1920 สีของสโมสรเปลี่ยนไปเป็นเสื้อสีแดง กางเกงสีขาว และถุงเท้าสีน้ำเงิน ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานชุดเหย้าของทีมในเวลาต่อมา[79] มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในชุดจนถึงปี ค.ศ. 1922 เมื่อสโมสรนำเสื้อสีขาวที่มีสีแดงเข้มรูปตัว “V” รอบคอ คล้ายกับเสื้อที่สวมใส่ใน เอฟเอคัพ รอบชิงชนะเลิศ 1909 พวกเขาคงไว้เป็นส่วนหนึ่งของชุดเหย้าจนถึงปี ค.ศ. 1927[79] สำหรับช่วงเวลาในปี ค.ศ. 1934 เสื้อสีเชอร์รีสลับขาวกลายมาเป็นชุดเหย้า แต่ในฤดูกาลต่อมาเสื้อสีแดงกลับมาใช้อีกครั้งหลังจากที่สโมสรจบอันดับที่ 20 ในเซคันด์ดิวิชัน ถุงเท้าสีดำเปลี่ยนไปเป็นสีขาวตั้งแต่ปี ค.ศ. 1959 จนถึง 1965 และเปลี่ยนเป็นสีแดงจนถึงปี ค.ศ. 1971 โดยสีขาวใช้ในบางโอกาส เมื่อสโมสรกลับไปใช้สีดำ ซึ่งเป็นกางเกงสีดำ และ/หรือ ถุงเท้าสีขาวบางครั้งจะสวมใส่กับเกมเหย้า ส่วนใหญ่มักใส่ในเกมเยือนถ้าชุดตรงกับฝ่ายตรงข้าม สำหรับฤดูกาล 2018–19 กางเกงสีดำและถุงเท้าสีแดงกลายเป็นตัวเลือกหลักสำหรับชุดเหย้า[80] ตั้งแต่ฤดูกาล 1997–98 ถุงเท้าสีขาวเป็นทางเลือกที่นิยมสำหรับเกมยุโรป ซึ่งมักเล่นในคืนวันอาทิตย์ เพื่อช่วยในการมองเห็นของผู้เล่น ชุดเหย้าปัจจุบันของทีมเป็นเสื้อสีแดงพร้อมกับเครื่องหมายสามแถบของอาดิดาสบนไหล่ กางเกงสีขาว และถุงเท้าสีดำ[82]

ชุดเยือนของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด มักจะเป็นเสื้อสีขาว กางเกงสีดำและถุงเท้าสีขาว แต่ก็มีข้อยกเว้นหลายประการ ซึ่งรวมถึงชุดสีดำล้วนที่มีการตัดด้วยสีน้ำเงินและสีทองระหว่างปี ค.ศ. 1993 และ 1995 เสื้อสีกรมท่าที่มีแถบสีเงินแนวนอนสวมใส่ในช่วงฤดูกาล 1999–2000[83] และชุดเยือนฤดูกาล 2011–12 ซึ่งมีลำตัวสีฟ้าและแขนเสื้อแถบลายเส้นสีกรมท่าและสีดำ พร้อมกับกางเกงสีดำ และถุงเท้าสีน้ำเงิน ชุดสีเทาล้วนสวมใส่ในช่วงฤดูกาล 1995–96 ถูกทิ้งหลังจากใส่เพียงห้าเกม เรื่องที่ฉาวโฉ่ที่สุด คือเกมที่พบกับเซาแทมป์ตันโดยที่อเล็กซ์ เฟอร์กูสันบังคับให้ทีมเปลี่ยนชุดที่สามในช่วงครึ่งหลัง เหตุผลเพียงเพราะผู้เล่นอ้างว่ามีปัญหาในการมองเพื่อนร่วมทีม โดยยูไนเต็ดแพ้ในเกมที่สวมชุดนี้[85] ในปี ค.ศ. 2001 ฉลองครบรอบ 100 ปี ในนาม “แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด” ออกจำหน่ายชุดเยือนสีทอง/ขาวแบบกลับด้านได้ แม้ว่าจริง ๆ แล้วในวันแข่ง เสื้อไม่สามารถกลับด้านได้

ชุดที่สามของสโมสรมักเป็นสีน้ำเงินล้วน ซึ่งเป็นกรณีล่าสุดระหว่างฤดูล 2014–15 ข้อยกเว้นนี้รวมไปถึงเสื้อครึ่งสีเขียวและสีทองที่สวมใส่ระหว่างปี ค.ศ. 1992 และ 1994 เสื้อลายทางสีน้ำเงินและสีขาวที่ใส่ในช่วงฤดูกาล 1994–95 และ 1995–96 และอีกครั้งใน 1996–97 ชุดสีดำล้วนใส่ในช่วงฤดูกาล 1998–99 ที่ได้เทรเบิลแชมป์ และเสื้อสีขาวที่มีแถบแนวนอนสีดำและสีแดงใส่ในช่วงฤดูกาล 2003–04 และ 2005–06[88] ตั้งแต่ฤดูกาล 2006–07 จนถึง 2013–14 ชุดที่สามจะเป็นชุดเยือนฤดูกาลที่ผ่านมา แม้ว่าจะเปลี่ยนผู้สนับสนุนใหม่ของสโมสรในฤดูกาล 2006–07 และ 2010–11 นอกเหนือจากฤดูกาล 2008–09 ชุดสีฟ้าล้วนทำเพื่อฉลองครบรอบ 40 ปีของความสำเร็จในยูโรเปียนคัพ ฤดูกาล 1967–68

เพลงเชียร์ทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด Glory Glory Man United

ผู้เล่นทีมชุดแรก นักฟุตบอลแมนยู

ดูเพิ่มเติมที่: รายชื่อผู้เล่นของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และ รายชื่อผู้เล่นของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด § กัปตัน
ณ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2020
หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
1 สเปน GK ดาบิด เด เฆอา
2 สวีเดน DF วิกตอร์ ลินเดเลิฟ
3 โกตดิวัวร์ DF เอริก บายี
4 อังกฤษ DF ฟิล โจนส์
5 อังกฤษ DF แฮร์รี แมไกวร์ (กัปตัน)
6 ฝรั่งเศส MF ปอล ปอกบา
8 สเปน MF ฆวน มาตา
9 ฝรั่งเศส FW อ็องตอนี มาร์ซียาล
10 อังกฤษ FW มาร์คัส แรชฟอร์ด
13 อังกฤษ GK ลี แกรนต์
14 อังกฤษ MF เจสซี ลินการ์ด
15 บราซิล MF อังเดรอัส เปเรย์รา
17 บราซิล MF แฟรจี
18 โปรตุเกส MF บรูนู ฟือร์นังดึช
20 โปรตุเกส DF ดีโยกู ดาโล
No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
21 เวลส์ FW แดเนียล เจมส์
22 อาร์เจนตินา GK เซร์ฆิโอ โรเมโร
23 อังกฤษ DF ลู้ก ชอว์
24 เนเธอร์แลนด์ DF ตีโมตี โฟซู-เมนซาห์
25 ไนจีเรีย FW โอดิออน อิกาโล (ยืมตัวมาจากเซี่ยงไฮ้เสินหัว)
26 อังกฤษ FW เมสัน กรีนวุด
28 อังกฤษ MF อังเคล โกเมส
29 อังกฤษ DF แอรอน แวน-บิสซากา
31 เซอร์เบีย MF เนมันยา มาติช
37 อังกฤษ MF เจมส์ การ์เนอร์
38 อังกฤษ DF อักแซล ตวนเซเบ
39 สกอตแลนด์ MF สกอตต์ แม็คโทมิเนย์
44 เนเธอร์แลนด์ FW ตาฮิต โชง
53 อังกฤษ DF แบรนดอน วิลเลียมส์